เรื่องจริงจาก ม.Stanford
*วันแรกที่พวกเราเริ่มการเรียนในมหาวิทยาลัยนั้น*
*อาจารย์ของเราได้เข้ามาแนะนำตัว*
*และบอกให้พวกเราทำความรู้จักกับคนอื่นๆ ที่เราไม่รู้จักมาก่อน*
*ผมยืนขึ้นแล้วมองไปรอบๆ และมีมือๆ หนึ่ง เอื้อมมาจับบ่าของผม*
*ผมหันไปพบกับหญิงชราร่างเล็ก ผิวหนังเหี่ยวย่นที่ส่งรอยยิ้มอันเป็นประกายมาให้ผม*
*รอยยิ้มนั้นทำให้เธอดูสดใสอย่างยิ่ง*
*หญิงชราคนนั้นกล่าวขึ้นว่า*
*'สวัสดี รูปหล่อ ฉันชื่อโรส อายุแปดสิบเจ็ดแล้ว มาให้ฉันกอดสักทีสิ'*
*ผมหัวเราะกับท่าทางของเธอ และตอบอย่างร่าเริงว่า*
*'แน่นอน ได้สิครับ ' แล้วเธอก็กอดผมอย่างแรง ผมถามเธอว่า*
*'ทำไมคุณถึงมาเรียนมหาวิทยาลัย เอาตอนที่อายุน้อยและไร้เดียงสาอย่างนี้ละ.. '*
*เธอตอบด้วยเสียงปนหัวเราะว่า 'ฉันมาหาสามีรวยๆ ที่ฉันจะได้แต่งงานด้วยแล้วมีลูกสักสองสามคน... ' *
*ผมขัดจังหวะเธอ โดยถามว่า 'ไม่เอาครับ.. ถามจริงๆ ' ผมสงสัยจริงๆว่า อะไรทำให้เธอมาเรียนที่นี่ตอนที่อายุขนาดนี้ และเธอตอบว่า *
*'ฉันฝันมานานแล้ว ว่าฉันจะได้ปริญญา และตอนนี้ฉันก็กำลังจะได้ปริญญาที่ฉันฝัน'*
*หลังเลิกเรียนวิชานั้น เราเดินไปที่อาคารสโมสรนักศึกษาด้วยกันและนั่งกินชอคโกแลตปั่นด้วยกัน เรากลายเป็นเพื่อนกันในทันที*
*ตลอดสามเดือนหลังจากนั้น เราจะออกจากชั้นเรียนพร้อมกัน และจะไปนั่งคุยกันไม่หยุด ผมนั้นประหลาดใจเสมอเมื่อได้ฟัง 'ยานเวลา' ลำนี้*
*แบ่งปันความรู้ และประสบการณ์ของเธอให้กับผม*
*ตลอดปีนั้น โรสได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยของเรา และเธอนั้นจะเป็นเพื่อนได้กับทุกคนในทุกที่ที่เธอไป เธอรักที่จะแต่งตัวดีๆ *
*และดื่มด่ำอยู่กับความสนใจ ที่นักศึกษาคนอื่นๆมีให้กับเธอ เธอได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่*
*เมื่อถึงตอนสิ้นสุดภาคการศึกษา เราได้เชิญโรสให้มาพูดที่งานเลี้ยงของทีมฟุตบอลของเรา*
*ผมไม่เคยลืมเลยว่า เธอได้สอนอะไรให้กับเรา ... พิธีกรแนะนำตัวเธอและเธอก็เดินขึ้นมาที่แท่น *
*ตอนที่เธอกำลังเตรียมตัวที่จะพูดตามที่เธอตั้งใจนั้น*
*เธอทำการ์ดที่บันทึกเรื่องที่เธอจะพูดตกพื้น เธอทั้งอาย ทั้งประหม่า*
*แต่เธอโน้มตัวเข้าหาไมโครโฟนแล้วบอกว่า*
*'ขอโทษด้วยนะ ที่ฉันซุ่มซ่าม ฉันเลิกกินเบียร์มาตั้งนานแล้ว*
*แต่วิสกี้พวกนี้มันแรงจริงๆ... ฉันคงจะเอาบทของฉัน*
*มาเรียงใหม่ไม่ทันแล้วงั้นฉันก็คงได้แค่บอกเรื่องที่ฉันรู้ให้กับพวกคุณก็แล้วกัน'*
*พวกเราทุกคนหัวเราะกันท้องคัดท้องแข็ง ตอนที่เธอเริ่มต้นว่า*
*'พวกเราทุกคนนั้น ไม่ได้หยุดเล่นเพราะเราแก่หรอก แต่เราแก่เพราะว่าเราหยุดเล่น*
*ที่จริงแล้วมีเคล็ดลับสู่การที่จะยังหนุ่มสาวอยู่เสมอมีความสุข*
*และประสบความสำเร็จอยู่* *4 ประการ*
*1) พวกคุณจะต้องหัวเราะ และมีเรื่องสนุกๆ ขำขันทุกวัน*
*2) พวกคุณจะต้องมีความฝัน เมื่อไรก็ตามที่คุณสูญเสีย ความฝันของคุณไป คุณจะตายมีคนมากมายที่ยังเดินไป เดินมาอยู่ทั้งๆที่ตายไปแล้วและไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตายไปแล้ว..*
*3) การที่คุณ 'แก่ขึ้น' กับ 'เติบโตขึ้น' นั้นมันต่างกันมาก ถ้าคุณอายุสิบเก้า แล้วนอนอยู่บนเตียงเฉยๆ ปีหนึ่ง และไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ตลอดทั้งปี คุณก็จะอายุยี่สิบ*
*ถ้าฉันอายุแปดสิบเจ็ด แล้วนอนเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลยตลอดทั้งปี ฉันก็จะอายุแปดสิบแปด ทุกๆ คนนั้นจะแก่ขึ้นทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องอาศัยความสามารถอะไรเลย*
*ประเด็นของการ เติบโตขึ้น นั้นอยู่ที่การแสวงหาโอกาสในการเปลี่ยนแปลง*
*4) อย่าทิ้งอะไรไว้ให้เสียใจภายหลัง คนสูงอายุส่วนใหญ่นั้นไม่เสียใจกับสิ่งที่ได้ทำลงไปแล้ว แต่มักจะเสียใจกับสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ *
*คนที่กลัวความตายนั้น มีแต่คนที่ยังมีสิ่งทีต้องเสียใจค้างอยู่ '*
*เธอจบการพูดของ เธอด้วยการร้องเพลง* *'The Rose' อย่างกล้าหาญ*
*และเธอได้แนะให้พวกเราทุกคนศึกษาเนื้อร้องของเพลงนั้นและเอาความหมายเหล่านั้นมาใช้กับชีวิตประจำวันของพวกเรา *
*เมื่อสิ้นปีการศึกษานั้น โรสได้รับปริญญาที่เธอได้เริ่มฝันไว้เมื่อนานมาแล้ว*
*หนึ่งสัปดาห์หลังจบการศึกษา โรสจากไปอย่างสงบ*
*เธอนอนหลับไปและไม่ตื่นขึ้นอีกเลย*
*นักศึกษากว่าสองพันคนไปร่วมพิธีศพของเธอ เพื่อแสดงความเคารพต่อหญิงชราผู้วิเศษ*
*ผู้ได้สอนให้พวกเขาได้รู้ ด้วยการทำให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า.......ไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะเป็นทุกสิ่งที่คุณสามารถเป็นได้*
*เมื่อคุณอ่านเรื่องนี้จบลง กรุณาส่งคำแนะนำอันดีเยี่ยมนี้ต่อให้กับเพื่อนและครอบครัวของคุณ พวกเขาคงจะชอบมัน *
*เรื่องราวเหล่านี้ส่งต่อกันมาเพื่อระลึกถึงหญิงชราที่ชื่อ โรส*
*จงจำไว้ว่า*
*'การแก่ขึ้นนั้น เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้*
*แต่การเติบโตขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่เราเลือกได้*
*เราอยู่ได้ด้วยสิ่งที่เราได้รับ แต่เราจะมีชีวิตอยู่เพราะสิ่งที่เราให้ไป'*
source: fwd mail
Wednesday, November 12, 2008
Wednesday, October 29, 2008
อกหักเรื่องเล็ก อกเล็กเรื่องใหญ่
ดูท่าปัญหาเรื่องอกเล็กจะกลายเป็นเรื่องใหญ่สำหรับสาวเวียดนามแล้ว จู่ๆ กระทรวงสาธารณสุขของเวียดนามจะผลักดันออกกฎหมายห้ามผู้หญิงอกเล็ก (ในข่าวบอกว่าไม่ถึง 28 นิ้ว) ไม่ให้ขี่มอไซค์ไม่แน่ใจว่าจักรยานด้วยป่าว โดยไม่บอกเหตุผลว่าทำไม พาลให้เดาไปต่างๆ นานาว่า คนอกเล็กอาจจะไม่มีแรงเสียดทานพอจนเกิดอันตรายได้...หรือจะกลัวปลิว ฮ่าาาาา
แต่ที่แน่ๆ ผู้หญิงเวียดนามออกมาโวยใหญ่ว่าบ้าบอที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา
ถ้ากฎหมายออกใช้จริง เดาว่าซิลิโคนกับคลินิกศัลยกรรมคงรวยแน่ๆๆๆ
แต่ที่แน่ๆ ผู้หญิงเวียดนามออกมาโวยใหญ่ว่าบ้าบอที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา
ถ้ากฎหมายออกใช้จริง เดาว่าซิลิโคนกับคลินิกศัลยกรรมคงรวยแน่ๆๆๆ
Sunday, October 12, 2008
ปู่เย็น....

คิดว่าใครที่ได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของปู่เย็นคงใจหายและนึกถึงคำพูดของปู่เย็นเมื่อตอนมาออกรายการคนค้นคนได้ แถมข้อความเหล่านั้นยังได้ถูกส่งต่อผ่าน fwd เมล อีกต่างหาก ซึ่งช่วยย้ำเตือนถึงการใช้ชีวิตแบบสมถะ เพราะทุกสิ่งล้วนเป็นสิ่งของภายนอก ที่หามาได้ ก็หมดไปได้ ไม่ยึดติด ปล่อยวาง และให้แง่คิดในทุกคำอันแสนธรรมดา จากปากของผู้ชายที่ชื่อ "ปู่เย็น"
“ดูแต่หอยสิ ไม่มีมือไม่มีตีน มันยังหากินได้เอง ประสาอะไรกับคนมีมือมีเท้า หากินเองไม่ได้ก็อายหอย...”
“ขายอย่าให้แพง คนเขาจะได้กินลง ฉันขายถูกๆ เอาไปเถอะ ซื้อไปแกงให้พอหม้อ...”
“มีก็กิน ไม่มีก็ไม่กิน ไม่ขอใคร คนเราอดตาย หายาก ถ้าไม่เจ็บไม่ไข้นะ...”
“ชีวิตคนเหมือนสะพาน มีขึ้น มีลง มีสูง มีต่ำ พอสุดท้าย ก็ตาย...”
“ขายอย่าให้แพง คนเขาจะได้กินลง ฉันขายถูกๆ เอาไปเถอะ ซื้อไปแกงให้พอหม้อ...”
“มีก็กิน ไม่มีก็ไม่กิน ไม่ขอใคร คนเราอดตาย หายาก ถ้าไม่เจ็บไม่ไข้นะ...”
“ชีวิตคนเหมือนสะพาน มีขึ้น มีลง มีสูง มีต่ำ พอสุดท้าย ก็ตาย...”
ปู่เย็นเสียชีวิตในวันที่ 12 ตุลาคม 2551 ด้วยวัย 108 ปี แต่แง่คิดการใช้ชีวิตของแกที่ให้ไว้ยังคงอยู่ตลอดไป หลับให้สบายเถอะค่ะ...
พฤกษก พกาสร อีกกุญชร อันปลดปลง
โททง เสน่ห์คง สำคัญหมาย ในกายมี
นรชาติที่วางวาย มลายสิ้น ทั้งอินทรีย์
สถิตย์อยู่แต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา
โททง เสน่ห์คง สำคัญหมาย ในกายมี
นรชาติที่วางวาย มลายสิ้น ทั้งอินทรีย์
สถิตย์อยู่แต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา
Saturday, October 11, 2008
หลงใหลฝรั่งเศส

ย้อนไปสมัยม.ต้น ช่วงนั้นยังไม่รู้ว่าตัวเองจะเรียนอะไรดี รู้แต่ว่าอ.แนะแนว เห็นผลการเรียนเลข ดันตกเลขเสริม กลายเป็นผลชี้ชะตาว่า เธอต้องเรียนสายศิลป์นะ เธอเรียนสายวิทย์ไม่ได้แน่ๆ ตอนนั้นรู้สึกว่าไม่ชอบเลย ทำไมต้องมาบอกว่าเราจะเรียนอะไร แต่ถ้าเราจะเรียนต่อม.ปลายที่รร.นี้ก็ต้องเรียนสายศิลป์อย่างเดียว ด้วยความหยิ่งหรืออยากเอาชนะก็ช่าง เลยสมัครสอบรร. สหอีกแห่ง ตั้งใจเลือกสายวิทย์ซะ ผลก็คือสอบติด แต่ไม่เรียน...มาตายรังที่รร.เดิม และเลือกเรียนศิลป์ฝรั่งเศส (แค่อยากให้ครูเห็นว่าถ้าเรียนสายวิทย์ หนูก็เรียนได้นะ แต่หนูไม่เลือกเอง)
จุดเริ่มต้นของฝรั่งเศสตอนม. 4
จำได้ว่าวันแรกที่เรียนวิชานี้ ตื่นเต้นมาก เหมือนเป็นสิ่งใหม่ที่ยังไม่เคยรู้มาก่อน จึงตั้งใจเป็นพิเศษ ผลก็คือเทอมแรกได้เกรด 4 ดีใจสุดขีด เพราะอังกฤษได้แค่ 2 มันชดเชยกันไป และได้ยืดสุดๆ ตอนนั้นมีคนได้เกรด 4 ฝรั่งเศส ไม่กี่คน จากนร. 50 คนได้มั้ง
หลังจากนั้น ความขี้เกียจถามหา เกรดฝรั่งเศสเลยตกมาเรื่อยๆ ประกอบกับมันยากขึ้นด้วย แต่ไวยากรณ์ฝรั่งเศสที่เรียนช่วงนี้ช่วยให้เข้าใจภาษาอังกฤษได้ดีขึ้น แปลกแต่จริง มันช่วยได้จริงๆ เกรดอังกฤษดีขึ้นแต่ฝรั่งเศสตกลง ก็ถือว่าโอเคในตอนนั้น
พอเข้ามหาลัย ไม่ได้เรียนฝรั่งเศสในมหาลัยเลย ต้องไปเรียนเองที่สมาคมฝรั่งเศส เพราะคิดว่าคงได้เอามาใช้ตอนทำงาน จนจบก็ยังเรียนๆ หยุดๆ อยู่อย่างนี้ กระทั่งได้งานทำ ก็ยังไม่มีโอกาสได้ใช้เลย สุดท้ายก็เลิกเรียน
หลายปีแล้วนะ ที่ได้รู้จักภาษานี้ แม้ตอนนี้ไม่ได้เรียนแล้ว แต่ยังหลงใหล และบางเวลายังคิดถึง คิดว่าสักวันอยากพูดภาษานี้ในดินแดนของเจ้าของภาษา มันจะเป็นยังไงนะ คงได้แต่ร้องเพลงรอ....ต่อไป la france, je t'aime
Friday, October 10, 2008
ลองให้โอกาสกับคนอื่นบ้าง
'อย่าหนีนะ เจ้าเด็กขี้ขโมย'
เสียงผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งตะโกนลั่นพร้อมกับมีเด็กคนหนึ่งกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งวิ่งผ่านฉันกับแม่ที่กำลังซื้อเนื้อหมูในตลาดไปอย่างรวดเร็วทั้งแม่และฉันหันไปดูทันเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นแค่แวบเดียว แม่ถามฉันว่า
'อ้าวนั่นป้าร้านขายของไม่ใช่เหรอ'
'ใช่จ้ะแม่ แกวิ่งไล่ใครกันละ'
ป้าคนนั้นชื่อว่า 'ป้าหนอม'เป็นแม่ค้าขายของชำสารพัดอย่างในตัวตลาดในอำเภอที่ฉันอยู่มีฐานะจัดว่าดีกว่าแม่ค้าคนอื่นๆ ในละแวกเดียวกันและเป็นที่รู้จักกันว่าแกเป็นคนที่ขี้เหนียวอย่างร้ายกาจแถมปากจัดที่สุดในตลาดอีกด้วย ใครต่อราคาของมากเกินไปหรือถามราคาแล้วไม่ซื้อป้าแกจะโวยวายชนิดต้องรีบเผ่นออกจากร้านแทบไม่ทันทีเดียว
เสียงเอะอะดังมากขึ้นฉันหันไปมองป้าหนอมจับข้อมือเด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 12-13 ขวบไล่เลี่ยกับฉันซึ่งกำลังดิ้นรนอยู่ และป้าแกกำลังจะลงไม้ลงมือแม่จึงเดินเข้าไปถาม 'พี่หนอม มีไรหรอคะ' 'ก็คุณเด็กเวรนี่นะสิ มันมา ทำทีขอซื้อยาแก้ปวดกับยาธาตุพอฉันหยิบส่งให้ มันก็วิ่งหนีมาเลย เงินก็ไม่จ่าย' พูดจบป้าหนอมก็ตบหัวเด็กคนนั้นอย่างแรงหนึ่งทีและคงจะมีตามมาอีกหลายทีแน่ถ้าแม่ฉันไม่ห้ามไว้ 'ตายแล้วพี่หนอม อย่าถึงกับลงไม้ลงมือกันเลยนะ แล้วนี่จะทำไงต่อ' แม่รีบตัดบทเพราะเห็นว่าเรื่องราวชักจะไปกันใหญ่ 'เรียกตำรวจมาเอามันไปเข้าคุกนะสิ เสียนิสัยพ่อแม่ไม่สั่งสอนยังเด็กตัวแค่นี้ก็รึจะเป็นขโมยซะแล้ว ต่อไปก็คงต้องปล้นเขากินหละ'
ฉันสะกิดแม่ทันทีพร้อมกับมองพลางส่ายหัวน้อยๆทำนองว่าอย่าไปยุ่งดีกว่าแม่มองฉันแล้วมองเด็กคนนั้น ซึ่งท่าทางเหมือนกำลังจะร้องไห้แม่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันไปพูดกับป้าหนอมว่า 'อย่าให้ถึงอย่างนั้นเลยนะพี่หนอมเด็กมันคงอยากซื้อยาแต่ไม่มีเงินนะ เอาเป็นว่าฉันจ่ายให้ละกันนะกี่บาทกันละ'
ในที่สุดเรื่องก็จบลงโดยการที่แม่ยอมจ่ายเงินค่ายาแก้ปวดกับยาธาตุแล้วแม่ก็จูงเด็กคนนั้นออกมาจากตลาดแต่ป้าหนอมยังไม่วายเตือนแม่ 'ใจดีกับเด็กขี้ขโมยแบบนี้ ระวังจะเสียใจทีหลังนะเธอ'
แม่ไม่ได้ตอบอะไรแต่พอเดินห่างจากร้านพอสมควรแล้วก็ถามว่า
'ทำไมหนูขโมยของป้าเขาละ' เด็กคนนั้นเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมองแม่ แล้วตอบสะอึกสะอื้นว่า 'แม่ผมปวดท้องมากเลยครับ แล้วแม่ก็ไม่มีเงินไปหาหมอผมก็เลยต้อง...'
แม่มองหน้าเด็กคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยืนผลไม้ที่ซื้อมาให้เด็กคนนั้นถุงหนึ่ง แล้วบอกว่า 'ทีหลังอย่าขโมยของใครนะ ถ้าไม่มีเงินมาขอเงินน้าไปซื้อก็ได้นะน้าชื่อสมพรเปิดร้านเย็บผ้าอยู่ใกล้ๆนี่เองถามคนแถวนี้ก็ได้ รู้จักน้าแทบทุกคนเลยแหละ เอ้า...เอา ส้มไปฝากคุณแม่ซิคนป่วยนะต้องกินผลไม้มากๆ จะได้หายไวๆ รู้มั้ย'
แม่เสริมพร้อมกับยิ้ม เด็กคนนั้นอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะรับส้มพร้อมกับพูดขอบคุณแม่แล้วเดินจากไป
หลังจากนั้นพอกลับมาถึงบ้าน ฉันก็ถามแม่ทันที
'ทำไมแม่ต้องช่วยเด็กคนนันด้วยละ รู้จักกันหรอจ้ะ'
แม่ยิ้มแล้วตอบฉันว่า
'ไม่รู้จักหรอก แต่แม่เห็นเด็กคนนั้นรับจ้างหาบขนมขายอยู่แถวบ้านเราน่ะลูก แต่แกคงจำแม่ไม่ได้หรอกแม่ซื้อขนมแกอยู่ไม่กี่ครั้งเอง'
'แต่นั้นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องช่วยเหลือเขาถ้าเขาเป็นขโมยนี่แม่'
ฉันถามต่อ แม่มองหน้าฉันแล้วพูดว่า 'แม่เชื่อว่าเด็กที่เคยหาเงินด้วยตัวเองมาก่อนตั้งแต่อายุเท่าๆกับลูกจะต้องเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบรู้คุณค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์ว่ากว่าจะได้มามันเหนื่อยยากขนาดไหนและคนที่มีความรับผิดชอบนะ จะไม่มีทางขโมยของใครนอกจากจะจำเป็นจริงๆเมื่อเขาไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้วเท่านั้น'
ฉันฟังแล้วก็ถามแม่ต่อว่า 'แล้วต่อไปถ้าเขามาขอเงินแม่ไปซื้อยาอีก แม่จะให้เขารึเปล่า' 'ให้สิลูกถ้ามันไม่มากไม่มายอะไร
'แล้วแม่ไม่เสียดายเงินหรอบ้านเราก็ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนบ้านป้าหนอมเขานะแม่'
'ถึงแม่จะไม่มีเงินทองมากนักแต่การที่ได้ช่วยเหลือคนที่กำลังลำบากน่ะ มันทำให้แม่มีความสุขแล้วยังได้บุญอีกด้วยนะแค่นี้แม่ก็พอใจแล้ว ไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอก'
แล้วแม่ก็พูดต่ออีกว่า
'จำไว้นะลูก คนเรานะต้องรู้จักให้อภัยและให้โอกาสคนอื่นแก้ตัวเสมออย่างเด็กคนนั้น..แม่มั่นใจว่าแกทำไปเพราะรักคุณแม่ของแกจริงๆ แม่ถึงช่วยแกเอาไว้'
แล้วแม่ก็พูดต่อว่า
'ลูกอาจจะบอกว่าขโมยเป็นสิ่งทีผิด ใช่...แม่ไม่เถียงแต่บางครั้งคนเราก็ต้องมองด้านอื่นๆบ้าง อย่าคิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง ตอนนี้ลูกอาจจะยังฟังไม่เข้าใจ แต่แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะเข้าใจเองแหละ'
หลังจากนั้น ฉันกับแม่ก็หันไปคุยเรื่องอื่นๆกันต่อ ฉันเองไม่เคยคิดเรื่องนี้อีกเลยจนเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ทำให้ฉันต้องย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้งทั้งน้ำตา ว่าคำพูดของแม่ในครั้งนี้ถูกต้องที่สุดจริงๆ
หลังจากนั้นฉันเรียนจบระดับปริญญาตรีจากสถาบันราชภัฏแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด แล้วฉันก็ได้งานทำในโรงงานในตัวจังหวัดนั้นเอง เงินเดือนก็พอประมาณ สามารถเลี้ยงดูแม่ได้โดยไม่ขัดสนนัก ฉันก็เลยขอร้องให้แม่หยุดรับจ้างเย็บผ้าเพราะอยากให้แม่พักผ่อนบ้างหลังจากทำงานหนักมาเกือบ 20 ปีเพื่อส่งฉันเรียน แม่ยอมปิดร้านแต่ก็ยังรับงานเล็กๆ น้อยๆของเพื่อนบ้านมาทำบ้างโดยไม่คิดเงินแม่บอกว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรเลยจะรู้สึกเบื่อ ฉันก็เลยต้องยอมตามใจแม่ ฉันทำงานอยู่ประมาณ 2-3 ปี แม่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบายเริ่มจากปวดหัวบ่อยขึ้น ช่วงแรกๆไม่กี่วันก็หายหลังจากนั้นก็เริ่มเป็นนานขึ้นเรื่อยๆ ฉันบอกให้แม่ไปหาหมอแล้วฉันก็พาแม่ไปหาหมอในเมืองหมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก แค่ทำงานหนักมากเกินไปหมอให้ยามาชุดหนึ่งพร้อมกำชับให้พักผ่อนมากๆจะได้หายเร็วๆ หลังจากกินยาตามที่หมอสั่งอาการปวดหัวของแม่ก็หายไปฉันเริ่มสบายใจขึ้น แต่หลังจากไปหาหมอได้ประมาณหนึ่งเดือนแม่ก็เริ่มกลับมาปวดหัวอีกคราวนี้เป็นหนักมากกว่าครั้งที่แล้วยาที่เคยกินแล้วได้ผลมาก่อนก็ไม่ได้ผลเลย
ฉันกังวลใจมากพอถามหมอหมอก็บอกว่าต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯเพราะว่าเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่าโรงพยาบาลต่างจังหวัด หลังจากนั้นฉันรีบพาแม่ไปกรุงเทพฯทันทีไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งหลังจากหมอตรวจแล้วบอกว่ามีเนื้องอกในสมองต้องผ่าตัดโดยด่วน หากปล่อยทิ้งไว้อาจไปทับเส้นประสาททำให้เป็นอัมพาตได้ หรือถ้าผ่าตัดไม่ทันก็อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต ฉันตกใจมากของให้หมอผ่าตัดให้ทันทีแต่หมอบอกว่าโรงพยาบาลที่มีหมอผ่าตัดสมองที่มีความพร้อมที่จะผ่าตัดเนื้องอกในสมองเป็นอีกโรงพยาบาลหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงมากกว่า ดังนั้นหมอจึงต้องส่งตัวคนไข้ไปยังโรงพยาบาลนั้น ฉันก็ตกลงหลังจากถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลดังกล่าวแล้วแม่ก็ถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดทันที ขณะที่ฉันรออย่างกังวลใจอยู่ด้านนอก ทั้งเรื่องอาการป่วยของแม่และจากคำพูดของหมอที่ทิ้งท้ายไว้ก่อนส่งตัวแม่มาที่โรงพยาบาลแห่งนี้ หมอบอกให้ทำใจไว้บ้าง เพราะการผ่าตัดสมองเป็นการผ่าตัดที่เสี่ยงมากโอกาสที่คนไข้จะเสียชีวิตมีมาก แม้การผ่าตัดจะประสบความสำเร็จก็ตาม อีกเรื่องก็คือค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดสมองค่อนข้างสูง เป็นหลักแสนบาท เมื่อรวมกับค่ายาระหว่างพักฟื้น คิดแล้วน่าจะต้องใช้เงินราวๆ ห้าแสนบาท ฉันได้ยินแล้วแทบลมจับ ฉันจะไปหาเงินห้าแสนบาทมาจากไหนลำพังเงินเก็บของฉันกับแม่ยังมีไม่ถึงห้าหมื่นบาทเลย แต่ยังไงฉันก็ต้องรักษาแม่ให้หายส่วนเรื่องเงินไว้คิดทีหลัง หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้นลงเป็นโชคดีของแม่ทีการผ่าตัดประสบผลสำเร็จและไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆทางโรงพยาบาลบอกให้พักฟื้นประมาณหนึ่งเดือนก็สามารถไปพักฟื้นที่บ้านได้
ทางโรงพยาบาลแจ้งรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาให้ฉัน ปรากฏว่าเป็นเงินจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาทเป็นค่าติดต่อประสานงานเท่านั้น ฉันแปลกใจมากจึงสอบถามกับนางพยาบาล นางพยาบาลบอกว่าคุณหมอที่เป็นคนผ่าตัดและเป็นเจ้าของไข้ บอกไม่ให้คิดเงินกับฉันและแม่ โดยที่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ทราบสาเหตุ ฉันจึงขอพบคุณหมอคนนั้นเพื่อขอบคุณ นางพยาบาลบอกว่าหลังจากเสร็จคุณหมอก็ถูกส่งตัวไปต่างประเทศทันทีเพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผ่าตัดสมองที่อเมริกา แต่คุณหมอได้ฝากจดหมายไว้ให้ฉันกับแม่ โดยกำชับกับทางโรงพยาบาลให้ฝากให้ฉัน พร้อมกับใบเสร็จค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของทางโรงพยาบาลในวันที่แม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้ เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันกับแม่ก็เปิดอ่านจดหมายของคุณหมอคนนั้น เมื่ออ่านจบทั้งฉันและแม่ก็ร้องไห้ออกมาพร้อมกัน
เนื้อความในจดหมายมีดังนี้
ข้าพเจ้านายแพทย์เดชา ทองวิจิตร แพทย์ผู้ผ่าตัด นางสมพร ภู่จันทร์
ขอสรุปค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทั้งหมดดังนี้
ค่าผ่าตัด 0 บาท
ค่ายาทั้งหมด 0 บาท
ค่าใช้จ่ายอื่นที่เหลือ 0 บาท
รวมเป็นเงินทั้งหมด 0 บาท
ป.ล. ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับแล้ว เมื่อยี่สิบปีก่อนด้วย ยาแก้ปวด ยาธาตุ ส้มหนึ่งถุง
ขอให้สุขภาพแข็งแรงไปอีกนานๆ นะครับคุณน้า
นายแพทย์เดชา ทองวิจิตร
ที่มา: fwd mail
เสียงผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งตะโกนลั่นพร้อมกับมีเด็กคนหนึ่งกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งวิ่งผ่านฉันกับแม่ที่กำลังซื้อเนื้อหมูในตลาดไปอย่างรวดเร็วทั้งแม่และฉันหันไปดูทันเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นแค่แวบเดียว แม่ถามฉันว่า
'อ้าวนั่นป้าร้านขายของไม่ใช่เหรอ'
'ใช่จ้ะแม่ แกวิ่งไล่ใครกันละ'
ป้าคนนั้นชื่อว่า 'ป้าหนอม'เป็นแม่ค้าขายของชำสารพัดอย่างในตัวตลาดในอำเภอที่ฉันอยู่มีฐานะจัดว่าดีกว่าแม่ค้าคนอื่นๆ ในละแวกเดียวกันและเป็นที่รู้จักกันว่าแกเป็นคนที่ขี้เหนียวอย่างร้ายกาจแถมปากจัดที่สุดในตลาดอีกด้วย ใครต่อราคาของมากเกินไปหรือถามราคาแล้วไม่ซื้อป้าแกจะโวยวายชนิดต้องรีบเผ่นออกจากร้านแทบไม่ทันทีเดียว
เสียงเอะอะดังมากขึ้นฉันหันไปมองป้าหนอมจับข้อมือเด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 12-13 ขวบไล่เลี่ยกับฉันซึ่งกำลังดิ้นรนอยู่ และป้าแกกำลังจะลงไม้ลงมือแม่จึงเดินเข้าไปถาม 'พี่หนอม มีไรหรอคะ' 'ก็คุณเด็กเวรนี่นะสิ มันมา ทำทีขอซื้อยาแก้ปวดกับยาธาตุพอฉันหยิบส่งให้ มันก็วิ่งหนีมาเลย เงินก็ไม่จ่าย' พูดจบป้าหนอมก็ตบหัวเด็กคนนั้นอย่างแรงหนึ่งทีและคงจะมีตามมาอีกหลายทีแน่ถ้าแม่ฉันไม่ห้ามไว้ 'ตายแล้วพี่หนอม อย่าถึงกับลงไม้ลงมือกันเลยนะ แล้วนี่จะทำไงต่อ' แม่รีบตัดบทเพราะเห็นว่าเรื่องราวชักจะไปกันใหญ่ 'เรียกตำรวจมาเอามันไปเข้าคุกนะสิ เสียนิสัยพ่อแม่ไม่สั่งสอนยังเด็กตัวแค่นี้ก็รึจะเป็นขโมยซะแล้ว ต่อไปก็คงต้องปล้นเขากินหละ'
ฉันสะกิดแม่ทันทีพร้อมกับมองพลางส่ายหัวน้อยๆทำนองว่าอย่าไปยุ่งดีกว่าแม่มองฉันแล้วมองเด็กคนนั้น ซึ่งท่าทางเหมือนกำลังจะร้องไห้แม่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันไปพูดกับป้าหนอมว่า 'อย่าให้ถึงอย่างนั้นเลยนะพี่หนอมเด็กมันคงอยากซื้อยาแต่ไม่มีเงินนะ เอาเป็นว่าฉันจ่ายให้ละกันนะกี่บาทกันละ'
ในที่สุดเรื่องก็จบลงโดยการที่แม่ยอมจ่ายเงินค่ายาแก้ปวดกับยาธาตุแล้วแม่ก็จูงเด็กคนนั้นออกมาจากตลาดแต่ป้าหนอมยังไม่วายเตือนแม่ 'ใจดีกับเด็กขี้ขโมยแบบนี้ ระวังจะเสียใจทีหลังนะเธอ'
แม่ไม่ได้ตอบอะไรแต่พอเดินห่างจากร้านพอสมควรแล้วก็ถามว่า
'ทำไมหนูขโมยของป้าเขาละ' เด็กคนนั้นเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมองแม่ แล้วตอบสะอึกสะอื้นว่า 'แม่ผมปวดท้องมากเลยครับ แล้วแม่ก็ไม่มีเงินไปหาหมอผมก็เลยต้อง...'
แม่มองหน้าเด็กคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยืนผลไม้ที่ซื้อมาให้เด็กคนนั้นถุงหนึ่ง แล้วบอกว่า 'ทีหลังอย่าขโมยของใครนะ ถ้าไม่มีเงินมาขอเงินน้าไปซื้อก็ได้นะน้าชื่อสมพรเปิดร้านเย็บผ้าอยู่ใกล้ๆนี่เองถามคนแถวนี้ก็ได้ รู้จักน้าแทบทุกคนเลยแหละ เอ้า...เอา ส้มไปฝากคุณแม่ซิคนป่วยนะต้องกินผลไม้มากๆ จะได้หายไวๆ รู้มั้ย'
แม่เสริมพร้อมกับยิ้ม เด็กคนนั้นอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะรับส้มพร้อมกับพูดขอบคุณแม่แล้วเดินจากไป
หลังจากนั้นพอกลับมาถึงบ้าน ฉันก็ถามแม่ทันที
'ทำไมแม่ต้องช่วยเด็กคนนันด้วยละ รู้จักกันหรอจ้ะ'
แม่ยิ้มแล้วตอบฉันว่า
'ไม่รู้จักหรอก แต่แม่เห็นเด็กคนนั้นรับจ้างหาบขนมขายอยู่แถวบ้านเราน่ะลูก แต่แกคงจำแม่ไม่ได้หรอกแม่ซื้อขนมแกอยู่ไม่กี่ครั้งเอง'
'แต่นั้นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องช่วยเหลือเขาถ้าเขาเป็นขโมยนี่แม่'
ฉันถามต่อ แม่มองหน้าฉันแล้วพูดว่า 'แม่เชื่อว่าเด็กที่เคยหาเงินด้วยตัวเองมาก่อนตั้งแต่อายุเท่าๆกับลูกจะต้องเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบรู้คุณค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์ว่ากว่าจะได้มามันเหนื่อยยากขนาดไหนและคนที่มีความรับผิดชอบนะ จะไม่มีทางขโมยของใครนอกจากจะจำเป็นจริงๆเมื่อเขาไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้วเท่านั้น'
ฉันฟังแล้วก็ถามแม่ต่อว่า 'แล้วต่อไปถ้าเขามาขอเงินแม่ไปซื้อยาอีก แม่จะให้เขารึเปล่า' 'ให้สิลูกถ้ามันไม่มากไม่มายอะไร
'แล้วแม่ไม่เสียดายเงินหรอบ้านเราก็ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนบ้านป้าหนอมเขานะแม่'
'ถึงแม่จะไม่มีเงินทองมากนักแต่การที่ได้ช่วยเหลือคนที่กำลังลำบากน่ะ มันทำให้แม่มีความสุขแล้วยังได้บุญอีกด้วยนะแค่นี้แม่ก็พอใจแล้ว ไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอก'
แล้วแม่ก็พูดต่ออีกว่า
'จำไว้นะลูก คนเรานะต้องรู้จักให้อภัยและให้โอกาสคนอื่นแก้ตัวเสมออย่างเด็กคนนั้น..แม่มั่นใจว่าแกทำไปเพราะรักคุณแม่ของแกจริงๆ แม่ถึงช่วยแกเอาไว้'
แล้วแม่ก็พูดต่อว่า
'ลูกอาจจะบอกว่าขโมยเป็นสิ่งทีผิด ใช่...แม่ไม่เถียงแต่บางครั้งคนเราก็ต้องมองด้านอื่นๆบ้าง อย่าคิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง ตอนนี้ลูกอาจจะยังฟังไม่เข้าใจ แต่แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะเข้าใจเองแหละ'
หลังจากนั้น ฉันกับแม่ก็หันไปคุยเรื่องอื่นๆกันต่อ ฉันเองไม่เคยคิดเรื่องนี้อีกเลยจนเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ทำให้ฉันต้องย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้งทั้งน้ำตา ว่าคำพูดของแม่ในครั้งนี้ถูกต้องที่สุดจริงๆ
หลังจากนั้นฉันเรียนจบระดับปริญญาตรีจากสถาบันราชภัฏแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด แล้วฉันก็ได้งานทำในโรงงานในตัวจังหวัดนั้นเอง เงินเดือนก็พอประมาณ สามารถเลี้ยงดูแม่ได้โดยไม่ขัดสนนัก ฉันก็เลยขอร้องให้แม่หยุดรับจ้างเย็บผ้าเพราะอยากให้แม่พักผ่อนบ้างหลังจากทำงานหนักมาเกือบ 20 ปีเพื่อส่งฉันเรียน แม่ยอมปิดร้านแต่ก็ยังรับงานเล็กๆ น้อยๆของเพื่อนบ้านมาทำบ้างโดยไม่คิดเงินแม่บอกว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรเลยจะรู้สึกเบื่อ ฉันก็เลยต้องยอมตามใจแม่ ฉันทำงานอยู่ประมาณ 2-3 ปี แม่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบายเริ่มจากปวดหัวบ่อยขึ้น ช่วงแรกๆไม่กี่วันก็หายหลังจากนั้นก็เริ่มเป็นนานขึ้นเรื่อยๆ ฉันบอกให้แม่ไปหาหมอแล้วฉันก็พาแม่ไปหาหมอในเมืองหมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก แค่ทำงานหนักมากเกินไปหมอให้ยามาชุดหนึ่งพร้อมกำชับให้พักผ่อนมากๆจะได้หายเร็วๆ หลังจากกินยาตามที่หมอสั่งอาการปวดหัวของแม่ก็หายไปฉันเริ่มสบายใจขึ้น แต่หลังจากไปหาหมอได้ประมาณหนึ่งเดือนแม่ก็เริ่มกลับมาปวดหัวอีกคราวนี้เป็นหนักมากกว่าครั้งที่แล้วยาที่เคยกินแล้วได้ผลมาก่อนก็ไม่ได้ผลเลย
ฉันกังวลใจมากพอถามหมอหมอก็บอกว่าต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯเพราะว่าเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่าโรงพยาบาลต่างจังหวัด หลังจากนั้นฉันรีบพาแม่ไปกรุงเทพฯทันทีไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งหลังจากหมอตรวจแล้วบอกว่ามีเนื้องอกในสมองต้องผ่าตัดโดยด่วน หากปล่อยทิ้งไว้อาจไปทับเส้นประสาททำให้เป็นอัมพาตได้ หรือถ้าผ่าตัดไม่ทันก็อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต ฉันตกใจมากของให้หมอผ่าตัดให้ทันทีแต่หมอบอกว่าโรงพยาบาลที่มีหมอผ่าตัดสมองที่มีความพร้อมที่จะผ่าตัดเนื้องอกในสมองเป็นอีกโรงพยาบาลหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงมากกว่า ดังนั้นหมอจึงต้องส่งตัวคนไข้ไปยังโรงพยาบาลนั้น ฉันก็ตกลงหลังจากถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลดังกล่าวแล้วแม่ก็ถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดทันที ขณะที่ฉันรออย่างกังวลใจอยู่ด้านนอก ทั้งเรื่องอาการป่วยของแม่และจากคำพูดของหมอที่ทิ้งท้ายไว้ก่อนส่งตัวแม่มาที่โรงพยาบาลแห่งนี้ หมอบอกให้ทำใจไว้บ้าง เพราะการผ่าตัดสมองเป็นการผ่าตัดที่เสี่ยงมากโอกาสที่คนไข้จะเสียชีวิตมีมาก แม้การผ่าตัดจะประสบความสำเร็จก็ตาม อีกเรื่องก็คือค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดสมองค่อนข้างสูง เป็นหลักแสนบาท เมื่อรวมกับค่ายาระหว่างพักฟื้น คิดแล้วน่าจะต้องใช้เงินราวๆ ห้าแสนบาท ฉันได้ยินแล้วแทบลมจับ ฉันจะไปหาเงินห้าแสนบาทมาจากไหนลำพังเงินเก็บของฉันกับแม่ยังมีไม่ถึงห้าหมื่นบาทเลย แต่ยังไงฉันก็ต้องรักษาแม่ให้หายส่วนเรื่องเงินไว้คิดทีหลัง หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้นลงเป็นโชคดีของแม่ทีการผ่าตัดประสบผลสำเร็จและไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆทางโรงพยาบาลบอกให้พักฟื้นประมาณหนึ่งเดือนก็สามารถไปพักฟื้นที่บ้านได้
ทางโรงพยาบาลแจ้งรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาให้ฉัน ปรากฏว่าเป็นเงินจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาทเป็นค่าติดต่อประสานงานเท่านั้น ฉันแปลกใจมากจึงสอบถามกับนางพยาบาล นางพยาบาลบอกว่าคุณหมอที่เป็นคนผ่าตัดและเป็นเจ้าของไข้ บอกไม่ให้คิดเงินกับฉันและแม่ โดยที่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ทราบสาเหตุ ฉันจึงขอพบคุณหมอคนนั้นเพื่อขอบคุณ นางพยาบาลบอกว่าหลังจากเสร็จคุณหมอก็ถูกส่งตัวไปต่างประเทศทันทีเพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผ่าตัดสมองที่อเมริกา แต่คุณหมอได้ฝากจดหมายไว้ให้ฉันกับแม่ โดยกำชับกับทางโรงพยาบาลให้ฝากให้ฉัน พร้อมกับใบเสร็จค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของทางโรงพยาบาลในวันที่แม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้ เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันกับแม่ก็เปิดอ่านจดหมายของคุณหมอคนนั้น เมื่ออ่านจบทั้งฉันและแม่ก็ร้องไห้ออกมาพร้อมกัน
เนื้อความในจดหมายมีดังนี้
ข้าพเจ้านายแพทย์เดชา ทองวิจิตร แพทย์ผู้ผ่าตัด นางสมพร ภู่จันทร์
ขอสรุปค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทั้งหมดดังนี้
ค่าผ่าตัด 0 บาท
ค่ายาทั้งหมด 0 บาท
ค่าใช้จ่ายอื่นที่เหลือ 0 บาท
รวมเป็นเงินทั้งหมด 0 บาท
ป.ล. ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับแล้ว เมื่อยี่สิบปีก่อนด้วย ยาแก้ปวด ยาธาตุ ส้มหนึ่งถุง
ขอให้สุขภาพแข็งแรงไปอีกนานๆ นะครับคุณน้า
นายแพทย์เดชา ทองวิจิตร
ที่มา: fwd mail
Tuesday, August 12, 2008
พรุ่งนี้อาจสายเกินไป

"จงรีบบอกรักแม่ แล้วพูดว่าขอบคุณในวันที่เขายังมีชีวิตอยู่" ย้อนไปเมื่อสองปีก่อน ตอนที่ได้ยินคำพูดประโยคนี้ ในช่วงวันแม่ ก็ได้แต่คิดว่าไว้พรุ่งนี้จะบอกแม่นะ จนแล้วจนรอดคำพูดนี้ก็ยังติดอยู่ในใจ จนกระทั่งไม่มีพรุ่งนี้สำหรับแม่แล้ว มันสายเกินไปที่จะย้อนเวลากลับมาได้ แล้วยิ่งเสียดายเวลาที่ผ่านไป ถึงเวลานี้ แม้แต่คำว่าแม่ที่อยากจะเรียกหา ก็ไม่อาจเอ่ยออกมาได้ เสียงนั้นดังก้องอยู่เพียงในใจ นี่แหละที่ทำให้เสียใจมาจนวันนี้
ขอมอบเพลงนี้ให้ผู้หญิงที่น่ารักที่สุดในโลก...และขอบคุณที่มอบความเข้มแข็งให้มีชีวิตต่อไป
(อยากพูดว่าคิดถึง มากกว่าลาก่อน)
"Bye Bye"ขอมอบเพลงนี้ให้ผู้หญิงที่น่ารักที่สุดในโลก...และขอบคุณที่มอบความเข้มแข็งให้มีชีวิตต่อไป
(อยากพูดว่าคิดถึง มากกว่าลาก่อน)
This is for my peoples who just lost somebody
Your best friend, your baby, your man, or your lady
Put your hand way up high
We will never say bye (no, no, no)
Mamas, daddies, sisters, brothers, friends and cousins
This is for my peoples who lost their grandmothers
Lift your head to the sky 'cause we will never say bye
As a child there were them times
I didn't get it but you kept me in line
I didn't know why you didn't show up sometimes
On Sunday mornings, and I missed you
But I'm glad we talked through
All them grown folk thingsSeparation brings
You never let me know it You never let it show because You loved me and obviously
There's so much more left to say If you were with me today face to face
[Chorus:]
I never knew I could hurt like this
And everyday life goes on like"I wish I could talk to you for awhile"
Miss you but I try not to cry
As time goes byAnd soon as you reach a better place
Still I'd give the world to see your face And I'm right here next to you But it's like you're gone too soon Now the hardest thing to do is say bye bye
(Bye Bye [3x])Bye bye
And you never got the chance to see how good I've done
And you never got to see me back at number one
I wish that you were here to celebrate together
I wish that we could spend the holidays together
I remember when you used to tuck me in at night
With the Teddy Bear you gave to me that I held so tight
I thought you were so strong You'd make it through whatever It's so hard to accept the fact you're gone forever
[Chorus]
(bye bye bye bye bye bye [3x])Bye bye
This is for my peoples who just lost somebodyYour best friend, your baby, your man, or your ladyPut your hand way up high
We will never say bye (no, no, no)Mamas, daddies, sisters, brothers, friends and cousins
This is for my peoples who lost their grandmothers
Lift your head to the sky 'cause we will never say bye
[Chorus]
Wednesday, July 09, 2008
มองโลกให้ชีวิตสดใส
สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ โลกมีแง่มุมมากมายให้มองแต่อยู่ที่เราจะเลือกมองมุมไหน แค่มองเห็นว่า....
* คนทุกคนมีเหตุผลในการทำสิ่งต่างๆเสมอ
* ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ แต่ทุกปัญหาแก้ไขได้
* สิ่งร้ายๆ จะมาพร้อมกับสิ่งดีๆเสมอ
* ความมืดในเวลากลางคืนมีแต่ 12 ชั่วโมง
* หลังฝนตกหนักแล้วฟ้าจะปลอดโปร่ง
* ของบางอย่างไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นของเรา แต่ชีวิตเป็นของเรา
* ถนนบางสายไกลหน่อย แต่ก็ยังมีวันถึง
* ฝันร้ายก็เป็นแค่ความฝัน
* อุปสรรคทำให้ชีวิตมีสีสัน

* ความเจ็บปวดทำให้หัวใจแข็งแกร่ง
* ทุกอย่างมีระยะเวลาของมัน
* การร้องไห้ทำให้ดวงตาใสขึ้น
* ตัวเรายังไม่ได้อย่างใจเรา แล้วคนอื่นจะเป็นได้อย่างไร
* เมื่อมาถึงจุดที่หนักที่สุดแล้ว หลังจากนั้นทุกอย่างจะผ่อนคลายลงเรื่อยๆ
* มีไม่มากแต่ก็มีพอ
* ไม่มีเงินแต่ยังมีแรง
* ความอ้วนทำให้ใบหน้าอิ่มเอิบ
* ความผอมทำให้เสื้อผ้าดูดี
* ถ้าวิ่ง ก็ถึงที่เร็วขึ้น
* ถ้าค่อยๆ เดินก็จะไม่เหนื่อย
source: fwd from nadee
Sunday, May 04, 2008
back to the past or going on the future
ช่วงวันหยุดที่ผ่านมามีโอกาสดูหนังจาก ubc สองเรื่อง 13 going on 30 และอีกเรื่องไม่ได้ดูแต่ต้น ชื่อภาษาไทยก็จำไม่ได้ เพราะตั้งซะยาวเชียว รู้แต่ว่าทั้งสองเรื่องพูดถึงเวลา เวลาในอดีตและอนาคต ผลของสิ่งที่เราทำในอดีต ทุกการกระทำมีผลต่ออนาคต หากเพียงแต่เราคิดแก้การกระทำของอดีต อนาคตที่ควรจะเป็นในตอนแรกก็จะเปลี่ยนไป 13 going on 30 เด็กหญิงวัย 13 ที่อยากโตเป็นสาว 30 เมื่อคำอธิษฐานมีผลดังหวัง เธอเป็นสาว 30 ในวันรุ่งขึ้น เพียงแค่ร่างกายเท่านั้น ความคิดและความทรงจำของเธอยังเท่ากับตอน 13 แล้วเธอก็พบว่าตัวเองช่างร้ายกาจและลืมความรักของคนใกล้ชิด เมื่อต้องผิดหวังกับเพื่อนร่วมงานที่แอบกัดเธอข้างหลัง ความคิดของหญิงวัย 13 จึงนึกถึงพ่อแม่ นั่นแหละเธอจึงกลับมาหาความรักอบอุ่นอีกครั้ง แล้วเมื่อมีโอกาสย้อนกลับไป ณ เวลาเดิมเธอจึงแก้ไขอดีตที่ผิดพลาดไป เช่นเดียวกับอีกเรื่องที่ ลูกชายวัย 36 ช่วยเหลือพ่อของเขาที่เป็นนักดับเพลิงให้รอดจากเหตุการณ์ไฟไหม้ โดยเขาเองสื่อสารกับพ่อซึ่งอยู่อีกเวลาหนึ่ง (30 ปีก่อน) ผ่านเครื่องส่งวิทยุ พ่อตายในอุบัติเหตุครั้งนั้นคือความทรงจำของเขา เมื่ออดีตถูกเปลี่ยนแปลงย่อมมีผลต่ออนาคต พ่อเขาไม่ได้ตาย แต่แม่ของเขากำลังจะถูกฆ่าโดยฆาตกรโรคจิต เขาจึงร่วมมือกับพ่อพยายามทำทุกอย่างเพื่อแก้ไขเรื่องราวในอดีต...ทั้งสองเรื่องจบลงที่พวกเขาสามารถแก้ไขอดีตได้และเปลี่ยนเรื่องราวในอนาคตเสียใหม่
ชวนให้คิดว่า ชีวิตจริง หากเราย้อนเวลากลับไปได้ มันจะดีจริงหรือ? หลายเสียงอาจตอบว่า ก็ช่วยให้เราแก้ไขสิ่งที่ทำผิดพลาดในอดีตแบบที่ทำให้เราเสียใจมาจนถึงทุกวันนี้ไง แต่แน่ใจหรอว่าถ้าแก้แล้วสิ่งนั้นมันจะดีที่สุด แล้วทำไมไม่คิดกลับว่าถ้าทำวันนี้ให้ดีเสียแต่เนิ่นๆ ก็จะได้ไม่ต้องมีอดีตร้ายๆ ให้มานั่งเสียใจภายหลังล่ะ
Saturday, May 03, 2008
ใจร้ายเพราะจำเป็น
ไม่เค้ย ไม่เคยคิด ต้องมาเจอเด็กขอทานแค้นใจมากมายขนาดนี้ ก็วันก่อนไปเดินเรื่องขอตรวจเล่มวิทยานิพนธ์ เสร็จธุระเลยไปเดินช้อปแถวหน้าราม กำลังเลือกรองเท้าแตะกะซื้อมาเปลี่ยนไอ้คู่ที่ใส่อยู่เพราะเดินไกลมาทั้งวัน มันเริ่มกัดเท้าจนระบมไปหมด จู่ๆ มีเด็กผู้ชายอายุประมาณสิบขวบ เจาะหูซะด้วย เข้ามาขอเงิน "พี่ๆ ขอเงินหน่อยนะคร้าบบ" ก้มลงไหว้อย่างสวยงาม ไม่มีให้หรอกท่าทางเหมือนติดยา พอบอกไม่มีเท่านั้น จากพี่คร้าบบหน้าน้องเริ่มโกรธราวกับโกรธกันมาเป็นสิบปีมือที่จับหลวมๆ เริ่มบีบคั้น แล้วบิดแรงๆ ด้วยความโมโหที่ถูกลงมือโดยไม่ทันตั้งตัว เลยกำมัดทุบไปที่หลังน้องนึงที โทษฐานที่น้องมาทำพี่เจ็บ ไม่ได้ใจร้ายแต่ต้องทำไรให้น้องรู้สึกบ้าง ได้ผลน้องรีบผละแต่หน้ายังนิ่งๆ ไม่นานก็เห็นเดินไปหาเหยื่อรายต่อไปแล้วปักหลักยืนไหว้มันอยู่อย่างนั้นจนคนแถวนั้นต้องให้เพื่อตัดรำคาญ เพิ่งมารู้ว่าเดี๋ยวนี้ขอเงินกันแบบนี้แล้วหรอ อนิจจัง
Friday, April 25, 2008
ย้ายห้องทำงานแล้ว
เกือบเดือนนึงละ ที่ย้ายห้องทำงานจากเดิมอยู่เฉพาะฝ่ายตัวเอง พอมาที่ใหม่ต้องอยู่รวมกับฝ่ายอื่นๆ มากคนก็มากเรื่อง อยู่ฟลอร์เดียวกันร่วมห้าสิบคน จะทำอะไรได้นอกจากรีบทำตัวให้คุ้นชิน บรรยากาศในที่ทำงานคงต้องปรับตัวกันไป แต่จะทำยังไงกับคนที่ไม่ถูกกัน แถมมีเรื่องให้มาทำงานด้วยกันอีก คิดแล้วละเหี่ยใจ
Saturday, March 15, 2008
umbrella
น่าแปลกปกติเวลาฟังเพลงจะรู้สึกว่าเพลงเวอร์ชั่น original มักเพราะกว่าเมื่อมี recover เวอร์ชั่นใหม่ แต่ไม่ใช่เพลง umbrella ได้ยินครั้งแรกเวอร์ชั่น rihanna ก็เฉยๆ เพราะแบบ r&b ดี แต่พอฟังสาวคนนี้ร้อง ช่างเข้าหมดทั้งเนื้อเพลง เสียง ทำนอง ความหมาย ฟังแล้วอยากเป็น umbrella ให้ใครสักคนเลยเชียว
Sunday, March 02, 2008
new soul
ไม่รู้ทำไมพอแก่ขึ้น เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเล็กลงๆ ทุกที หรืออาจเป็นเพราะกฎเกณฑ์ที่ถูกสร้างมาหลายชั้นรอบตัวมากขึ้น บีบให้ตัวเราเล็กลง ลองสังเกตตัวเองดู รู้สึกว่าเริ่มคบคนยากขึ้น สนิทกับเพื่อนร่วมงานน้อยลง เพราะกำแพงเงื่อนไขต่างๆ ก่อขึ้นทีละชั้นแบบไม่รู้ตัว อยากเกิดความรู้สึกแบบในเพลง new soul "I'm a new soul I came to this strange world hoping I could learn a bit about how to give and take.....
Song lyrics | New Soul lyrics
Song lyrics | New Soul lyrics
Thursday, February 28, 2008
หัวหินถิ่นมีหอย ทริปนี้มีแต่หอยจริงๆ
ได้ไปทะเลซะที ทริปนี้รอนานมากกว่าจะนัดเพื่อนพ้องได้ครบทีม รอกันข้ามปีทีเดียว จุดเริ่มต้นนัดรวมพลกันที่ท่าน้ำนนท์ แล้วรถ zoom zoom ก็มารับพวกเราไป ด้วยความอนุเคราะห์ของแม่เพื่อน หนนี้เลยถึงเพชรเร็วกว่าที่คาด เวลายังเหลือเลยแวะพระราชนิเวศน์ มฤคทายวัน กันก่อน ไม่ได้มาที่นี่หลายปี เดี๋ยวนี้ทุกอย่างเป็นระบบดี ห้องน้ำสะอาดได้ใจมาก ระหว่างเดินเล่นอยู่ดันทำร่มแม่เพื่อนพัง เพื่อนก็ให้กำลังใจดีมาก บอกว่า ร่มคันนี้จากออสเตรเลีย แม่ชอบมากยังไม่เคยใช้เลย คิดในใจซวยแล้วตรู --' (ต้องไปออสเตรเลียซื้อร่มใช้แม่รึป่าวเนี่ย) ว่าแล้วมันก็ไปหยิบร่มอีกคันบอกว่าคันนี้จากญี่ปุ่น (แล้วตรูจะกล้าถือมั้ย)
หลังจากนั้นก็แวะไปกินกลางวันที่ร้าน "กินแหลก" แล้วไปที่พัก บ้านกางมุ้ง ได้ยินครั้งแรกนึกว่าต้องนอนกางมุ้ง แต่พอมาเห็นที่พักน่ารักดี ถูกใจมากสุดเป็นห้องน้ำเปิดหน้าต่างไปเห็นวิวทะเล เป็นครั้งแรกที่ขี้ไปด้วยเห็นทะเลไปด้วย สุขาที่สุขีสุดๆ
HuaHin
หลังจากนั้นก็แวะไปกินกลางวันที่ร้าน "กินแหลก" แล้วไปที่พัก บ้านกางมุ้ง ได้ยินครั้งแรกนึกว่าต้องนอนกางมุ้ง แต่พอมาเห็นที่พักน่ารักดี ถูกใจมากสุดเป็นห้องน้ำเปิดหน้าต่างไปเห็นวิวทะเล เป็นครั้งแรกที่ขี้ไปด้วยเห็นทะเลไปด้วย สุขาที่สุขีสุดๆ
HuaHin
Thursday, January 31, 2008
relaxxxx
Sunday, January 27, 2008
โลกมันแคบ
ไม่คิดว่าการหาข้อมูล facebook ใน google กลับพาไปเจอเว็บนึงเข้า เนื้อหาโดน ภาษาเข้าใจง่าย แบบนี้สิต้อง bookmark ไว้ พอมีเวลาอ่านเนื้อหาอย่างอื่น ชักแปลกใจทำไม๊ทำไมชื่อคนเขียนชักคุ้นๆ มาสะดุดอีกทีตรงชื่อรายการที่เป็น keyword เอ๊ะก็เคยเห็นใน id msn ในลิสต์นี่หว่า ด้วยความอยากรู้ต้องหาตัวช่วย รีบส่งหน้านี้ให้เพื่อนที่ทำงานเก่า กะว่าจะช่วยไขบุรุษปริศนานี้ได้ แต่มันกลับไม่ได้ซะแล้ว งานนี้เลยต้องเสาะหาข้อมูลเอง อย่างว่าโลกอินเทอร์เน็ตมันเชื่อมโยงทุกสิ่งในโลกที่เราอยากรู้ได้จริงๆ สุดท้ายก็ไขปริศนาเจ้าของเว็บโดนใจจนได้... อดีตเพื่อนร่วมงานที่ตอนนี้ได้ดิบได้ดี แจ้งเกิดในวงการไอที โด่งดังจนต้องขอร้องกรี๊ดไป 3 วัน (อิจฉามันน่ะเอง)
Subscribe to:
Posts (Atom)
