Monday, July 23, 2007

la meme histoire

la meme histoire พวกเรามีชีวิตเหมือนๆ กัน จริงมั้ย
เพลงเพราะๆ จาก fiest เค้าอ่านว่า "ไฟนส์" ได้ไงไม่รู้ ost. จากหนัง paris, je t'aime



Quel est donc

Ce lien entre nous

Cette chose indéfinissable ?

Où vont ces destins qui se nouent

Pour nous rendre inséparables ?

เคยสงสัยมั้ยว่าเรื่องราวรอบตัวเรา
สิ่งนั้นไม่อาจกำหนดได้ใช่มั้ย?
ท้ายสุดของชีวิตเราไปไหน ข
อคนที่เรารักกลับคืนมาได้มั้ย?


On avance Au fil du temps Au gré du vent... ainsi...
เดินหน้าต่อไปจนถึงเวลาสุดท้ายตามแต่ลมพัดพาไป...แล้ว..


On vit au jour le jour
Nos envies, nos amours
On s’en va sans savoir
On est toujours
Dans la même histoire...

เราเฝ้ามองแต่วันนั้น
ความต้องการของเรา ความรักของเรา
โดยไม่รู้เลยว่า
เราอยู่ในเรื่องเดียวกันเสมอ


Quel est donc
Ce qui nous sépare
Qui par hasard nous réunit ?
Pourquoi tant d’allers, de départs
Dans cette ronde infinie ?

เคยสงสัยมั้ยว่า
คนที่พลัดพราก

จะกลับมามั้ย
ทำไมต้องเดินทางในเวลานั้น
ในวงจรนี้ที่ไม่อาจกำหนดได้


On avance Au fil du temps Au gré du vent... ainsi...
On vit au jour le jour
Nos envies, nos amours
On s’en va sans savoir
On est toujours
Dans la même histoire...

On vit au jour le jour
Nos envies, nos amours
On s’en va sans savoir
On est toujours
Dans la même histoire... La même histoire...

Saturday, July 21, 2007

Paris, je t'aime

ถ้าคุณรักเค้า คุณก็ต้องรักและยอมรับในสิ่งที่เค้าเป็นทั้งหมด เช่นเดียวกับปารีส ถ้าคิดจะรักก็ต้องรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ที่นี้ หนังสั้นทั้ง 18 เรื่อง คือคำถามที่ถูกตั้งไว้ว่า "Vous m' aimez?" หรือ พวกคุณรักฉันมั้ย คำตอบคงไม่ต้องพูดถึง เพราะสำหรับฉันแล้ว ตกหลุมรักตั้งแต่ชื่อเรื่องแล้วแหละ

เรื่องสั้น 18 เรื่อง เรื่องละ 5 นาทีกว่า ยอมรับว่าดูแล้วตามไม่ทันทุกเรื่องหรอกนะ แต่ก็มีหลายเรื่องที่ดูแล้วไม่น่าเชื่อว่าจะให้ความรู้สึกอย่างกับดูหนังปกติเรื่องนึงแน่ะ

ตอนออกจากโรง เพื่อนถามว่าชอบเรื่องไหนมากที่สุด จริงๆ ก็ชอบหลายเรื่องอยู่เหมือนกัน แต่ตอนนั้นตอบไปว่า เรื่อง La Tour Eiffel ผู้ชายชอบเล่นละครใบ้ พยายามเข้าหาผู้คน แต่ไม่มีใครสนใจ เขาก็ไม่ท้อใจ เพราะเมื่อไหร่ที่เขาพบเรื่องแย่ๆ เขาเพียงเอามือลูบขึ้นหน้า รอยยิ้มก็กลับมาอีกครั้ง จนเขาถูกจับเข้าคุกและได้พบกับหญิงเล่นละครใบ้เหมือนกัน ความรักก็เกิดขึ้น เรื่องนี้เล่าโดยลูกชายน่ารักมาก (สงสัยช่วงนี้ฉันกำลังรักเด็ก เลยชอบเรื่องนี้เป็นพิเศษ)

อีกเรื่องเป็นนักท่องเที่ยวเมกันหญิงผู้หลงรักปารีส และลงทุนไปเรียนภาษาก่อนมาเที่ยวที่นี่ กะว่ามาฝึกต่อที่ปารีส แต่พอมาถึงปารีสเซียงดันพูดอังกฤษกับเธอซะนี่... เธอมาคนเดียวในเมืองที่บรรยากาศอบอวลไปด้วยคู่รัก ในช่วงที่เห็นวิวสวยที่สุดในปารีสเธออยากมีใครที่พร้อมรับฟังเธอบรรยายว่ามันสวยแค่ไหน แต่ไม่มี เธอเลยมานั่งที่สวนแห่งนึง มองไปรอบๆ มีแต่คนไม่รู้จัก เริ่มรู้สึกเหงา เศร้า คิดถึงครอบครัวคนคุ้นเคย แต่ก็สุขที่นั่งอยู่ตรงนี้ในเวลาเดียวกัน (ตอนดูเรื่องนี้จบนึกถึงแม่ทันที ทำไมหนอ)

แม้หนังเรื่องนี้ทำให้รู้จักปารีสมากยิ่งขึ้นก็ตาม แต่ก็ยังไม่ดีพอเท่าไปตามหาคนรักคนนี้ซักครั้ง และกระซิบบอกว่า paris, je t'aime

ซาวน์แทรกเพราะๆ ของเรื่อง ฟังได้ http://www.parisjetaime-film.de/ **ชอบเพลงกล่อมเด็กจัง**

Saturday, July 14, 2007

วันนั้นของเดือน

มนุษย์เงินเดือนใครนะเป็นคนคิดคำนี้ มันช่างตรงใจจริงๆ มีรายได้พอเลี้ยงแค่เดือนเดียว สิ้นเดือนทีเหมือนสิ้นใจ แต่ต้นเดือนเมื่อไหร่ แหมมันช่างย่ามใจเสียจริงๆ แปลกดีเหมือนกันนะ เมื่อก่อนตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ เป็นพนักงานมหาลัยได้เงินเดือนเจ็ดพันกว่าบาท แต่ใช้ชีวิตอยู่ได้แถวสยามสแควร์ (มันเคยเป็นมาแล้ว) เดินทางด้วยรถตู้ ค่ารถคิดแล้วก็หลายบาท วันนึงตกใช้เงินร้อยกว่าได้ ก็อยู่มาได้แถมมีเงินเหลือนิดหน่อยให้พ่อแม่ อีกนิดยังมีไว้ออมต่างหาก
ไหงพอเปลี่ยนงานได้เงินเดือนมากขึ้น แต่กลับไปใช้เงินเท่าเดิมไม่ได้ ก็หัวใจน่ะสิมันควบคุมยากเหลือเกิน เดินตลาดนัดทีอันนี่ก็อยากได้ อันนี่ก็เก๋บาดตาบาดใจ ทุรนทุรายถ้าไม่ได้กลับบ้านไปด้วยคงนอนไม่หลับ ฝันถึงเพราะความเสียดายแหงๆ ไม่รู้เป็นธรรมชาติของมนุษย์เงินเดือนรึปล่าว หรือเป็นเฉพาะตูหว่า ยิ่งได้เงินเยอะก็ยิ่งใช้เยอะ คงอย่างที่ Elizabeth I พูดไว้ในหนัง "the hardest thing to govern is the heart" เพราะถ้าทำตรงข้ามกับคำกล่าวนี้ได้ ไม่แน่ฉันอาจมีเงินเก็บไปซื้อสโมสรฟุตบอลอังกฤษมาผลาญเล่นก็ได้...เอิ๊ก เอิ๊ก